Category Archives: glass design

เพิ่มสไตล์ให้ห้องอาบน้ำ ด้วยกระจกแบบใหม่ๆ

เบื่อไหม… กับกระจกบานห้องน้ำแบบเดิมๆที่มีแต่กระจกใส? จริงๆแล้ว เราสามารถเลือกใช้กระจกที่หลากหลายกับห้องอาบน้ำเพื่อทำให้ดูมีสไตล์ น่าสนใจยิ่งขึ้น วันนี้ผมจึงเลือกรูปแบบบานกระจกห้องอาบน้ำชนิดต่างๆ ที่สามารถเลือกและสั่งทำได้แล้วในบ้านเรา เผื่อจะเป็นไอเดียสำหรับท่านผู้อ่านในการนำไปใช้กับงานของท่านดูนะครับ! 1) เบื่อกระจกใส ก็ต้องนี่เลย… กระจกสีตัดแสง บานกระจกห้องอาบน้ำบ้านเรา เกือบ 100% ทำไมถึงใช้แต่กระจกใส ทั้งที่จริงๆแล้ว เราสามารถเลือกใช้กระจกสีตัดแสงมาอบเทมเปอร์ ทำเป็นฉากกั้นอาบน้ำได้เลย ไม่ยากแถมราคาก็ไม่ได้สูงกว่ากระจกใสธรรมดามากเท่าไหร่ด้วยครับ สำหรับกระจกสีตัดแสงความหนา 8-10 มม.ในบ้านเราตอนนี้ ที่มีให้เลือกก็จะเป็นสีเทายูโรเกรย์ และสีเขียว ส่วนสีฟ้าและสีชาอ่อนก็มีนะครับ แต่อาจจะหาของยากสักหน่อยเพราะผู้ประกอบการไม่ค่อยได้นำเข้ามาจำหน่ายครับ 2) กระจกซาติน… โป๊แต่ไม่เปลือย กระจกซาตินจะช่วยกั้นพื้นที่ให้รู้สึกเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทึบเกินไป จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ในห้องอาบน้ำมาก เพราะเป็นกระจกที่สามารถถูกน้ำได้และไม่เป็นคราบสกปรกเหมือนกระจกพ่นทราย โดยกระจกซาตินเทมเปอร์ที่ความหนา 8-10 มม. แบบนี้ ผู้ผลิตกระจกเทมเปอร์หลายๆรายก็มีผลิตและจำหน่ายแล้วครับ แต่ถ้าหากต้องการกระจกผิวฝ้าแค่บางส่วนของแผ่น โดยมีส่วนเว้นใสบนกระจกด้วย ก็สามารถทำได้ โดยเลือกใช้กระจกพ่นทรายกันสติ๊กเกอร์ แต่เนื่องจากกระจกพ่นทรายจะสกปรกและเป็นคราบได้ง่าย จึงควรเคลือบด้วยสารนาโนลงบนกระจกด้านที่พ่นทราย ซึ่งน้ำยาเคลือบกระจกสมัยนี้ ได้มีการพัฒนาคุณภาพให้มีความคงทน และช่วยทำให้กระจกพ่นทรายดูใหม่ได้อย่างยาวนานอย่างน้อย 5 ปีเลยทีเดียว แต่กระจกที่เคลือบน้ำยาชนิดนี้ เราห้ามเช็ดถูด้วยสารเคมีต่างๆ และต้องระมัดระวังการเช็ดอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้สารเคลือบหลุดออกมาครับ 3) กระจกพิมพ์ลาย… พิมพ์อะไรก็ได้ที่ต้องการ ด้วยการใช้เครื่องพิมพ์กระจก […]

กระจกซาติน… กระจกฝ้าที่มาแทนที่กระจกพ่นทราย

บทความนี้ ผมจะขอแนะนำกระจกที่ผมว่าเป็นกระจกที่ดีงามกว่ากระจกพ่นทรายมาก แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่… กระจกที่ว่านี้คือ ‘กระจกซาติน’ (Satin Glass) หรือ ‘กระจกกัดกรด’ (Acid Edged Glass) นั่นเองครับ! คำว่าซาติน (Satin) แปลว่า ‘ผิวด้าน’ นั่นหมายความว่ากระจกชนิดนี้ เป็นกระจกที่ถูกนำไปผ่านกระบวนการบางอย่างที่ทำให้ผิวที่ใสมันวาวของกระจก กลายเป็นกระจกที่มีผิวด้านขึ้นมา… จริงๆแล้ว กระจกชนิดนี้ก็มีแนวคิดคล้ายๆกับกระจกพ่นทราย โดยการผลิตกระจกพ่นทราย จะใช้ลมนำเอาเม็ดทรายไปกระแทกกับผิวกระจกด้วยแรงดัน ทำให้เนื้อกระจกบางส่วนถูกกระแทกออกไปเพื่อให้ผิวกระจกขรุขระ แต่ด้วยความที่ผิวของกระจกพ่นทรายจะมีลักษณะที่หยาบจากการถูกเม็ดทรายมาทำลายผิวออกไป ทำให้เลอะคราบสิ่งสกปรกต่างๆที่มาเกาะติดได้ง่ายมาก และที่สำคัญคือ เมื่อสิ่งสกปรกฝังคราบลงไปบนผิวกระจกแล้ว ยากที่จะเช็ดหรือล้างกระจกให้สะอาดเหมือนเดิมครับ! รอยเปื้อนบนกระจกพ่นทรายส่วนใหญ่จะเกิดจากคราบเหงื่อและการเช็ดถู ย่ิงเช็ดก็ยิ่งเลอะ กระจกซาติน (Satin Glass) เป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของกระจกกัดกรด (Acid Edged Glass) ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ ว่าเป็นการนำกระจกใสธรรมดาๆไปกัดผิวด้วยน้ำกรด ทำให้ผิวกระจกถูกน้ำกรดกัดกินผิวบางส่วนออกไป เพื่อให้ผิวเกิดความขรุขระไม่เรียบ เมื่อผิวกระจกขรุขระ แสงก็จะเกิดการหักเหแบบกระจัดกระจาย (Diffused Light) ทำให้ผิวกระจกที่เคยมันวาวไม่สะท้อนแสงออกมาโดยตรง ซึ่งเมื่อเรามองผ่านกระจกประเภทนี้ ก็จะทำให้ผิวเป็นฝ้า ไม่ใสเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่กระจกกัดกรด จะใช้น้ำยาเคมีเป็นตัวกัดผิว ทำให้ผิวกระจกไม่เป็นฝุ่นแป้งเหมือนกระจกพ่นทราย จึงทำให้กระจกกัดกรดไม่ดูเป็นฝ้าสีขาว และมีผิวที่เรียบเนียนสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่นมากกว่ากระจกพ่นทรายครับ! […]

5 โครงการสวย… ด้วยกระจกพิมพ์ลาย

อยากได้ลายสวยๆบนตึก? ก็พิมพ์ลายลงไปบนกระจกได้เลยครับ! เพราะวันนี้ เรามีเทคโนโลยีอิงค์เจ็ทที่สามารถพิมพ์ลวดลายอะไรก็ได้ลงบนกระจกโดยตรง โดยใช้ ‘หมึกเซรามิค’ ซึ่งหลังจากพิมพ์ลวดลายต่างๆ ลงบนกระจกแล้ว จะต้องนำกระจกแผ่นนั้นไปผ่านกระบวนการอบเทมเปอร์ที่อุณหภูมิประมาณ 700 องศาเซลเซียส เพื่อให้หมึกเซรามิคหลอมติดแน่นกับแผ่นกระจกอย่างคงทนถาวรครับ! ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์แบบนี้ ทำให้สถาปนิกสามารถออกแบบโครงการครีเอทๆ ได้เยอะแยะมากมาย วันนี้ ผมจึงคัดเลือกโครงการสวยๆที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่มาฝากกันครับ 1. AFI Mall, มอสโคว์ รัสเซีย ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงมอสโคว์แห่งนี้ โดดเด่นขึ้นมาได้ ด้วยการพิมพ์ภาพลายป่าสนลงบนกระจกที่เรียงรายล้อมรอบอาคารจำนวน 3,500 แผ่น โดยภาพที่พิมพ์จะเน้นรายละเอียดของต้นสนต่างๆที่พบได้ในป่ารัสเซีย นอกจากนี้ ผู้ออกแบบได้เลือกที่จะยกสเต็ปกระจกบางแผ่นให้อยู่คนละระนาบของผนังอาคารเพื่อสร้างมิติ ทำให้มอลล์แห่งนี้ดูน่าสนใจและดูโดดเด่นขึ้นมากๆเลยทีเดียว การเตรียมไฟล์สำหรับพิมพ์ภาพลงบนกระจก เค้าใส่ใจในรายละเอียดและลงดีเทลของใบไม้เมื่อเข้าไปมองใกล้ๆเลยนะครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเตรียมภาพรายละเอียดขนาดนี้บนกระจกถึง 3 พันกว่าแผ่น! 2. อาคารนิทรรศการ Wanda Exhibition, หนานชาง ประเทศจีน ถ้าผมไม่ได้บอกไว้ก่อนว่าเรากำลังพูดถึงงานพิมพ์อิงค์เจ็ทลงบนกระจก คงยากที่เดานะครับ ว่าอาคารนิทรรศการที่ดูเหมือนโถกระเบื้องเคลือบลายจีนแห่งนี้ ทำด้วยวัสดุกระจกทั้งหลัง! อาคารศูนย์วัฒนธรรมการท่องเที่ยวแห่งนี้ สะท้อนวัฒนธรรมจีนด้วยลายเครื่องเคลือบจีนโบราณตลอดพื้นที่ 2,300 ตารางเมตร โดยใช้กระจกเทมเปอร์ 6 มม. พิมพ์ลายหมึกเซรามิคสีน้ำเงินและขาวติดไว้รอบผนังอาคาร และยังมีช่องแสงบนเพดานที่พิมพ์ลายเพื่อกรองแสงธรรมชาติเข้ามาในอาคารอีกด้วยครับ! 3. Glass […]

กระจกพ่นสี… วัสดุปิดผนังธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ในช่วงหลังๆนี้ ต้องถือได้ว่า ‘กระจกพ่นสี’ ‘กระจกเคลือบสี’ หรือ ‘กระจกกลาสโค้ท’ ได้กลายเป็นวัสดุปิดผนังยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งไปแล้วนะครับ!  อาจเป็นเพราะว่า กระจกพ่นสี เป็นวัสดุที่ดูใหม่อยู่เสมอ ด้วยผิวที่มันวาวและทำความสะอาดง่ายของกระจก แถมยังสามารถผลิตได้แทบจะทุกสีที่ต้องการเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญ เพราะเนื้อสีที่พ่นลงบนกระจก จะติดอยู่ด้านในกับผนัง ทำให้เราเห็นเนื้อสีที่มีมิติ และชั้นสีพ่นก็จะถูกปกป้องอยู่ด้านหลังของกระจกตลอดอายุการใช้งานอีกด้วยครับ! กระจกชนิดนี้ เหมาะมากที่จะใช้กรุผนังห้องครัว เพราะทำความสะอาดคราบสกปรกต่างๆได้ง่าย แต่ถ้าอยู่ใกล้กับเตาความร้อน อย่าลืมเลือกใช้เป็นกระจกเทมเปอร์ก่อนนำมาพ่นสีด้วย เพราะกระจกเทมเปอร์จะทนความร้อนได้ดีกว่ากระจกธรรมดามากเลยครับ ถ้าลองสังเกตธนาคารต่างๆ โดยเฉพาะสาขาใหม่ๆ เค้าก็นิยมใช้กระจกพ่นสีเป็นฉากด้านหลังเคาน์เตอร์ ซึ่งเราจะพบเห็นกระจกชนิดนี้ได้ในหลายๆธนาคารเลยทีเดียว การผลิตกระจกพ่นสี ส่วนใหญ่ในบ้านเราจะนิยมใช้วิธีการพ่นสเปรย์ เพราะสามารถผสมสีปริมาณน้อยๆให้พอดีกับพื้นที่กระจกที่ต้องการพ่นได้ แต่การที่อยู่ดีๆจะเอาสีอะไรก็ได้แล้วเอามาพ่นกระจกเลยนี่ มันพ่นไม่ติดนะครับ!  เพราะว่ากระจกเป็นวัสดุที่มีผิวลื่นและมันวาวมาก ไม่ว่าเราจะใช้สีที่มีการยึดเกาะดีซักแค่ไหน สีก็จะไม่มีทางที่จะเกาะติดกับกระจกอย่างคนทนถาวรได้เลย ผู้ผลิตแต่ละรายอาจจะมีแหล่งที่มาของสีที่ใช้แตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญก็คือ สีที่จะใช้พ่นกระจกได้ จะต้องมีการใส่สารเคมีสูตรเฉพาะ (Additive) ที่ทำให้สีมีการยึดเกาะกับกระจกได้ดีเพิ่มเข้าไปในเนื้อสี แต่ชนิดของสารที่ว่าจะเป็นอะไรนั้น… ส่วนใหญ่จะเป็นความลับและสูตรเฉพาะของผู้ผลิตแต่ละรายครับ มาดูในแง่ของผู้ใช้งานบ้าง ปรกติแล้ว ถ้าเราเลือกใช้กระจกพ่นสีที่มีคุณภาพเป็นที่ไว้วางใจได้ ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เพราะพอติดตั้งไปแล้ว มันก็จะอยู่อย่างนั้นไปชั่วลูกชั่วหลานเลยทีเดียว!  แต่ถ้าผู้ผลิตใช้สีที่ไม่ได้ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดี… ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดก็คือ เรื่องของสีหลุดลอกครับ!  ซึ่งปัญหานี้จะไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดหรอกนะครับ ส่วนใหญ่จะเกิด 2-3 เดือน หรือนานไปจนหลายๆปีจึงเริ่มเห็นรอยสีหลุดลอกก็เป็นได้ สาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากๆ ก็เพราะว่าเวลาเราติดตั้งกระจกพ่นสีเข้าไปที่ผนัง ตัวกระจกเองไม่ได้เป็นส่วนที่ถูกติดไว้กับผนังนะครับ แต่เป็นชั้นสีที่เป็นส่วนที่ถูกยึดกับกาวหรือซิลิโคนไว้กับผนัง ซึ่งถ้าสีที่พ่นกับกระจกไว้ ไม่มีการยึดเกาะที่ดีพอ […]

รีวิวกระจกสีตัดแสงในไทย 8 ชนิด

กระจกที่ผมนำมารีวิวในครั้งนี้ เป็นการแสดงความเห็นเป็นการส่วนตัว ซึ่งในบางเรื่องอาจขึ้นอยู่กับรสนิยมหรือความชอบของแต่ละบุคคล หากมีส่วนใดที่ผมแสดงความเห็นหรือคอมเมนท์ที่ไม่เหมาะสมประการใด ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ – กระจกไม่กระจอก – กระจกเขียวใสของ AGC ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Ocean Green ตัวนี้ มีข้อดีตรงที่ให้แสงส่องผ่านได้ถึง 75% แต่ก็ปล่อยความร้อนผ่านเข้ามาได้ถึง 62% ซึ่งถือว่ายังไม่ค่อยประหยัดพลังงานได้เท่าที่ควรครับ แต่เป็นที่นิยมเพราะเป็นกระจกเบสิคที่หาได้ทั่วไปในราคาที่ไม่แพงครับ การส่องผ่านของแสง VLT –> 4 ดาว การป้องกันความร้อน SHGC –> 3 ดาว ความพร้อมของสินค้า –> 5 ดาว ความชอบส่วนตัว (สี) –> 4 ดาว โดยรวม ให้ 4 ดาว! กระจกเขียวใสตัวหลักของการ์เดียน ถ้าเทียบกับเขียวใสของอาซาฮี ถือว่าใกล้เคียงกันมาก จะดีกว่านิดหน่อยก็ตรงที่มีความใสกว่า 3% แต่กันความร้อนได้เท่ากันเป๊ะครับ! การส่องผ่านของแสง VLT –> 4 […]

‘dynamic glass’ ควบคุมความใสได้ดั่งใจ ด้วยปลายนิ้ว!

สำหรับกระจกชนิดนี้ ผมขอนำมายั่วน้ำลายท่านผู้อ่านไปก่อนนะครับ เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการกระจกที่ยังไม่มีขายในบ้านเรา เป็นกระจกที่เราสามารถควบคุมความมืด-ใสของกระจกได้ด้วย App มือถือ หรือจะปล่อยให้ซอฟท์แวร์คำนวณช่วงเวลาของมุมตกกระทบของแสงแดดแล้วปล่อยแสงแดดเข้ามาในอาคารอย่างเหมาะสมโดยอัตโนมัติก็ได้ครับ! กระจกชนิดนี้มีชื่อว่า ‘dynamic glass’ ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท View Inc. (USA) โดยใช้เงินทุนในการวิจัยและพัฒนาถึง 150 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ และตอนนี้ก็พร้อมสำหรับการขายและถูกนำไปใช้ในหลายๆอาคารแล้วครับ โดยกระจก ‘dynamic glass’ นี้ จะมีการเคลือบออกไซด์ของโลหะไว้หลายๆชั้นภายในกระจก และเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้าเข้าไป จะมีการเคลื่อนตัวของประจุไอออนในชั้นเคลือบเพื่อฟอร์มตัวเปลี่ยนสีกระจกเข้มได้ตามต้องการ เมื่อกระจกสามารถปรับความเข้มได้ด้วยตัวเองตามช่วงเวลาของวัน ก็ทำให้ลดปริมาณความร้อนที่ผ่านกระจกเข้ามาในอาคารได้อย่างมาก โดยในเว็บไซท์ viewglass.com เคลมว่ากระจกชนิดนี้ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าการใช้กระจกโลว์อี (Low-E) เฉลี่ยถึง 20% เลยทีเดียว! โดยประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน จะขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและปริมาณแสงอาทิตย์ในบริเวณนั้นๆด้วย ทำให้ค่าประสิทธิภาพในแต่ละเมืองที่เค้าคำนวณมาได้จะแตกต่างกันเล็กน้อยครับ ส่วนการควบคุมความมืด-ใสของกระจก จะควบคุมผ่าน App มือถือที่รองรับทั้งระบบ iOS และ Android โดยสามารถตั้งค่าการเปลี่ยนแปลงความใสของกระจกแยกตามชั้น-โซน-หรือแผ่นได้อย่างอิสระดังนี้ 1) ตั้งค่าการปรับเปลี่ยนกระจกด้วยผู้ใช้งาน หรือผู้ควบคุมอาคาร 2) ปรับเปลี่ยนความเข้มกระจกอัตโนมัติตามมุมของแสงอาทิตย์ โดยระบบจะใช้ข้อมูลสถานที่ตั้งของตัวอาคารมาคำนวณมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์และปรับเปลี่ยนความเข้มกระจกให้มีปริมาณแสงและควบคุมความร้อนได้มากที่สุด 3) ควบคุมปริมาณแสงด้วยเซนเซอร์วัดแสงภายในและภายนอกอาคาร แล้วปรับเปลี่ยนความเข้มกระจกที่ทำให้ปริมาณแสงภายในอาคารเหมาะสมที่สุด ต้องบอกว่ากระจก […]

Rockheim Museum… พลิกโฉมโกดังเก่าด้วยกล่องกระจก!

เมื่อทางการนอร์เวย์มีความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์เพลงร็อคแห่งชาติที่มีชื่อว่า ‘Rockheim Museum’ แทนที่จะสร้างอาคารใหม่ให้ทันสมัยสมเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ… โกดังเก่าๆที่ดูเชยๆแห่งนี้กลับถูกได้รับเลือกครับ! ดูยังไงก็ไม่เห็นจะน่าสนใจเลยใช่มั้ยครับ? แต่บริษัท Pir II ที่ได้รับเลือกให้ออกแบบโปรเจคนี้กลับไม่คิดอย่างงั้น แถมเค้ายังออกแบบโดยคงสถาปัตยกรรมเดิมของอาคารแห่งนี้ไว้อีกด้วย โดยเพียงแค่สร้างกล่องกระจกขนาดใหญ่ขึ้นมาครอบอยู่บนอาคารแห่งนี้อีก 1 กล่องครับ! แนวคิดในการเลือกตึกเก่าสภาพร้างแห่งนี้ เกิดมาจากคอนเซ็ปของคำว่า ‘ร็อค’ ที่เป็นแนวเพลงที่ดิบๆ ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม เค้าเลยเลือกสถานที่ที่เป็นอาคารก่ออิฐเปลือยๆ แถมภายในยังเป็นปูนดิบๆ โดยผู้ออกแบบกล้าถึงขนาดที่จะปล่อยอาคารหลายๆชั้นให้ร้างๆโชว์ความดิบให้แก่ผู้มาเยี่ยมชมแบบนี้เลย (ในภาพด้านล่างเป็นบริเวณคาเฟ่ เห็นดิบๆแบบนี้ แฝงความไฮเทคไว้ทุกอณูนะครับ) สถาปัตยกรรมของอาคารแห่งนี้ ทั้งภายในและภายนอก จะสร้างเรื่องราวให้ผู้มาเยี่ยมชมเห็นถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างความเก่า (แต่เก๋า) กับความใหม่ (แบบไฮเทค) ตลอดตัวอาคาร อย่างเช่น กล่องกระจกที่สร้างไว้เหนืออาคารแห่งนี้ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยของกระจกพิมพ์ลายดิจิตอลและแผงไฟ LED ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์กว่า 14,000 ดวง ในขณะที่ตึกเก่าด้านใต้ ยังคงความคลาสสิคของอาคารยุคเก่าไว้เช่นเดิม โดยเจ้ากล่องกระจกที่ติดตั้ง LED ชุดนี้ ไม่ใช่แค่กล่องไฟธรรมดาๆนะครับ เค้าสามารถที่จะโปรแกรมข้อความหรือรูปภาพตามแต่สถานการณ์หรือ event ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆได้ตามต้องการ และที่ล้ำขึ้นไปอีกขั้นคือ ผู้ที่มาเยี่ยมชมอาคารแห่งนี้ สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างกราฟิกแบบเรียลไทม์ (realtime) ให้ไปปรากฏอยู่บนกล่องไฟเหนืออาคารแห่งนี้ได้เลย! LED เปลี่ยนสีเหล่านี้ จึงกลายเป็นไฮไลท์ของอาคารที่สร้างความน่าสนใจแก่ผู้พบเห็นได้อย่างมากในยามค่ำคืน แต่ถ้าเป็นเวลากลางวัน กระจกพิมพ์ลายดิจิตอลจะเป็นพระเอกของอาคารนี้ครับ! เพราะกระจกที่อยู่ในกล่องเหนืออาคารนี้ จะถูกพิมพ์ภาพหน้าปกอัลบั้มเพลงร็อคของนอร์เวย์ไว้หลายร้อยอัลบั้ม สร้างสตอรี่ให้กับคนที่มาเยี่ยมชมได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวครับ […]

‘Pearl Bangkok’ ตึกใหม่ของพฤกษา

ช่วงนี้ถ้าใครผ่านไปแถวซอยอารีย์ คงจะเห็นตึกรูปร่างแปลกตาที่กำลังก่อสร้างอยู่ และงานก็คืบหน้าไปมากเพราะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตึกนี้มีชื่อว่า ‘Pearl Bangkok’ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของพฤกษา เรียลเอสเตทนั่นเอง โดยคุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ กล่าวถึงที่มาของชื่อ ‘The Pearl’ ว่ามาจากแนวคิด ‘ไข่มุกแห่งอันดามัน’ ซึ่งผมอยากจะถามคุณทองมาจริงๆครับ (แต่ไม่มีโอกาส) ว่าตัวอาคารมีรูปทรงเหมือนไข่มุกหรือสีเหมือนไข่มุก หรือว่าเป็นเพียงการตั้งชื่อตามหลักการบางอย่างที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปทรงของอาคาร… หรือไม่อย่างไร? สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้พูดถึงรูปทรงของอาคารแห่งนี้ว่า มีความละม้ายคล้ายคลึงกับอาคาร ’30 St Mary Axe’ หรือที่รู้จักในฉายาว่า ‘the Gherkin’ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมากเลยทีเดียว! จากการสำรวจดีไซน์ของอาคารสองแห่งนี้ ผมว่ามันไม่มีความเหมือนกันเลยนะครับ ไม่เหมือนจริงจริ๊งงง… (เสียงสูงมาก) ถ้าไม่เชื่อ ลองมาเปรียบเทียบอาคารสองแห่งนี้ในแง่มุมต่างๆ กันดีกว่าครับ! 1) ขนาดอาคาร: ถ้าเทียบในเรื่องขนาดแล้ว The Gherkin มีจำนวนชั้น 40 ชั้น และความสูง 180 เมตร ในขณะที่ Pearl Bangkok มี 25 ชั้น (ไม่รวมชั้นใต้ดินอีก 3 […]

‘Tree in a house’ สร้างบ้านครอบต้นไม้!

เพราะเทรนด์ของการสร้างบ้านที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติกำลังเป็นที่นิยมมาก บริษัทออกแบบสถาปัตย์ A.Masow Studio โดยสถาปนิก Aibek Almasov จากคาซัคสถาน จึงได้ออกแบบคอนเซปท์บ้านแนวใหม่ ที่สร้างอาคารกระจกครอบต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นไว้ซะเลย! แนวคิดในการออกแบบบ้านหลังนี้คือ การสร้างที่อยู่อาศัยโดยฝีมือมนุษย์ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติให้มากที่สุด โดยผู้ออกแบบต้องการให้บ้านใส 100% แบบนี้เพื่อไม่มีสิ่งปิดกั้นระหว่างสิ่งที่มนุษย์สร้างกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้าง บ้านหลังนี้ถ้าจะสร้างจริงๆ คงต้องผ่านการคิดในรายละเอียดอีกมาก และผมเชื่อเองว่ามนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้จริง เพราะต้องข้ามพ้นข้อจำกัดมากมายหลายด้าน โดยผมลองนึกเล่นๆว่าหากจะสร้างบ้านแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ มีข้อสังเกตดังนี้ครับ 1) โครงสร้างกระจกของอาคารสูง 4 ชั้นที่เปลือยเปล่าเช่นนี้ จะออกแบบให้กระจกยึดอยู่อย่างแข็งแรง ทนต่อสภาวะอากาศภายนอกได้อย่างไร? 2) ต้นไม้คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการน้ำ และอากาศจากธรรมชาติ การนำต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้ไปไว้ในระบบปิดทั้งต้น จะต้องมีระบบการรดน้ำและอากาศที่ดีพอ ซึ่งน่าจะทำได้ยากมาก 3) อาคารกระจกแบบนี้ น่าจะต้องใช้กระจกลามิเนต ซึ่งต้องใช้ฟิล์มชนิดพิเศษที่ปล่อยให้รังสียูวีผ่านเข้ามาในอาคารได้ เพราะรังสียูวีเป็นคลื่นโซลาร์ที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต (ฟิล์ม PVB ชนิดที่ให้รังสียูวีผ่านเข้าได้ก็มีผลิตนะครับ เพราะมีตลาดกระจกสำหรับอาคารชีวภาพ และการปลูกพืชในอาคารรองรับอยู่) 4) อย่างที่รู้กันอยู่ว่าต้นไม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ออกมาในเวลากลางคืน ในเวลาที่เรานอนจะจัดการกับก๊าซเหล่านี้อย่างไรไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย? จริงๆผู้ออกแบบเค้าบอกไว้แล้วครับ ว่าออกแบบขึ้นมาเป็นคอนเซ็ปเฉยๆ เพื่อประชดชีวิตคนเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย เลยลองคิดสวนกระแสให้คนลองไปเป็นทาร์ซานในป่าแบบทันสมัยดูบ้างเท่านั้นเองครับ… เครดิต: – mymodernmet.com – เรียบเรียง – กระจกไม่กระจอก […]

กระจกใส… ใสแค่ไหนถึงจะใสพอ?

หลายๆคนอาจจะคิดว่ากระจกใสก็ใสแล้ว จริงๆแล้วเหนือกว่ากระจกใส ยังใสได้อีกครับ บทความนี้ เราไปทำความรู้จักในเรื่องของความใสของกระจกกันครับ กระจกใสธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันนั้น ถ้าลองดูที่ขอบเราจะเห็นว่าเป็นสีเขียว นั่นแปลว่ากระจกใสที่เราเห็นๆกันนั้นมันมีความเขียวแฝงอยู่ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นกรณีที่เรากระจกแผ่นนั้นไปโค้ทสีขาวด้านหลัง จากรูปไวท์บอร์ด (กระจกเคลือบสีขาว) ด้านบนจะเห็นได้ชัดว่ากระจกแผ่นซ้ายเป็นกระจกใสธรรมดา เมื่อนำมาพ่นสีขาวจึงออกเขียวกว่ากระจกใสพิเศษอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวอย่างกระจกของ Pilkington ก็แสดงให้เห็นเลยว่าหมีขั้วโลก จะไม่ขาวอีกต่อไปถ้ามองผ่านกระจกธรรมดา กระจกใสพิเศษ (Ultra White / Low Iron Glass) คือกระจกโฟลทที่มีส่วนผสมของโลหะ (Iron Oxide) น้อยกว่ากระจกใสธรรมดา ทำให้เนื้อกระจกมีความบริสุทธิ์กว่า และทำให้ได้กระจกที่ใสกว่ากระจกทั่วไปประดุจคริสตัล แต่ก็ทำให้ราคาสูงขึ้นกว่ากระจกทั่วไปด้วยเช่นกัน รวมทั้งในประเทศไทยยังไม่มีผลิตอีกด้วย จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้นครับ อย่างไรก็ดี จะว่าไปราคาของกระจกใสพิเศษในยุคนี้ก็ไม่ได้แพงจนเกินเอื้อม เพราะแม้ว่าตัวกระจกวัตถุดิบเองจะมีราคาสูงกว่ากระจกใสธรรมดาประมาณหนึ่งเท่าตัว แต่เมื่อนำไปแปรรูปเป็นกระจกพิเศษต่างๆแล้ว ราคาอาจจะสูงกว่าแค่ประมาณ 40-70% ซึ่งถือว่าพอรับได้เมื่อเทียบกับการใช้งานในบางกรณีครับ ปัจจุบันกระจกใสพิเศษได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความใส ขาวบริสุทธิ์ของเนื้อกระจก จึงเหมาะนำมาใช้กับงานตู้โชว์สินค้า กระจกเฟอร์นิเจอร์ งานพ่นสี พิมพ์ลายต่างๆ ซึ่งทำให้มองเห็นสีหรือลายได้สีตรงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นงานอาคารธรรมดา การเลือกใช้กระจกใสธรรมดาก็พอแล้วเพราะกระจกใสพิเศษมีราคาสูงกว่ากระจกธรรมดาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วถ้ากระจกใสพิเศษยังใสไม่พอล่ะ… มีอะไรใสกว่ากระจกใสพิเศษอีกมั้ย? ผมขอแนะนำให้รู้จักกับกระจกอีกชนิดครับ ‘กระจกไร้แสงสะท้อน (Anti-Reflective Glass)’ […]